
"บังยี" วรวีร์ มะกูดี ประมุขลูกหนังไทย พร้อมเชิญ 3 บุคคล ที่เกี่ยวข้องกรณีพิพาทโอนสิทธิ์ระหว่าง บุรีรัมย์ เอฟซี กับ สงขลา เอฟซี อย่าง เนวิน ชิดชอบ, กนกศักดิ์ ปิ่นแสง และ นิพนธ์ บุญญามนี มานั่งโต๊ะหารือ ถึงปัญหาแบบตรงไปตรงมา งานนี้ นิพนธ์ และ กนกศักดิ์ ตอบตกลงร่วมหารือแน่ ขณะที่ "บิ๊กเน" บอกปัดพร้อมแจงตนเองไม่มีสิทธิ์ เนื่องจากขายหุ้นให้ สงขลา เอฟซี ไปแล้ว คาดสุดสัปดาห์นี้ทุกอย่างจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
สืบเนื่องจากประเด็นร้อนของวงการฟุตบอลลีกอาชีพไทย ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของการชื้อขายสิทธิ์ที่ บุรีรัมย์ เอฟซี ขายให้กับ สงขลา เอฟซี เพื่อขึ้นมาเล่นในศึกสปอนเซอร์ไทยพรีเมียร์ลีก 2012 แต่กรณีดังกล่าวทางสมาคมฟุตบอลฯ รวมถึงบ.ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด ได้ออกแถลงการณ์แล้วว่าสิทธิ์ดังกล่าว ไม่สามารถโอนย้ายถิ่นฐาน และเปลี่ยนชื่อทีมได้ เพราะเนื่องด้วยข้อบังคับและระเบียบการของทีมลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 ซึ่งจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎภูมิประเทศ
ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน พระรามเก้า "บังยี" วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็ได้ทำการเปิดโต๊ะแถลงข่าว ถึงความคืบหน้าล่าสุดในประเด็นร้อนดังกล่าวว่า
"ส่วนตัวแล้วผมเชื่อมั่นว่าทุกคนที่เข้ามาทำทีมฟุตบอลสมัย นี้ มีเจตนาที่ดีที่จะช่วยกันสร้างสรรค์ และยกระดับพร้อมกับพัฒนาไปในตัว แต่มุมมองของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะกรณีของ บุรีรัมย์ เอฟซี ที่ขายหุ้นของสโมสรให้กับ สงขลา เอฟซี ตามหลักนิติบุคคล แม้จะเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ และคำนึงถึงความถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ควรมองข้าม
สมาคมฟุตบอลฯ เองก็มีมุมมองและมติที่ได้เรียนย้ำไปแล้ว เมื่อครั้งงานแถลงข่าวเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างไรแล้วผมเองก็หวังที่จะเปิดโต๊ะเจรจาพร้อมกับเชิญทั้ง 3 ท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น คุณเนวิน ชิดชอบ, คุณกนกศักดิ์ ปิ่นแสง และคุณนิพนธ์ บุญญามณี ร่วมหารือถึงทางออกกับประเด็นดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งตรงจุดนี้ผมเชื่อมั่นว่าหากเราหันหน้ามาร่วมคุยถึงปัญหาและเหตุผลน่าจะ เป็นทางออกที่ดีที่สุด"
พร้อมกันนั้น "บังยี" วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดเผยต่อด้วยว่า "ในเรื่องของนโยบายภูมิประเทศซึ่งถือเป็นประเด็นที่ไม่สามารถทำให้บุรีรัมย์ เอฟซี เปลี่ยนชื่อเป็น สงขลา เอฟซี รวมถึงย้ายถิ่นมาเล่นที่สนาม จ.สงขลา ได้นั้น
ตรงจุดนี้เราต้องเข้าใจโดยทั่วกันว่า ทางสมาคมฟุตบอลฯ พร้อมด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ขึ้นมา ก็เพื่อต้องการให้มีการพัฒนาในภาคส่วนของท้องถิ่นนิยมในภาคส่วนนั้นๆ
แต่ตรงจุดนี้ก็เป็นเพียงแค่นโยบายที่ยังไม่ได้ออกเป็นกฎ ข้องบังคับแต่อย่างใด เปรียบเทียบกับกฎหมายบ้านเมืองในทุกวันนี้ ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขเพื่อให้มีความลงตัวมากที่สุด ฟุตบอลก็เช่นเดียวกันที่จะต้องมีการแก้ไขเพราะคำว่านโยบายถือว่ายังไม่ครอบ คลุม ดังนั้นผมจึงเห็นควรว่าในอนาคตเราจะร่วมหารือถึงข้อสรุปเพื่อเปลี่ยน จากนโยบายให้เป็นกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อให้เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน"
ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ์การโอนย้ายสโมสรที่เกิด ขึ้น วรวีร์ มะกูดี ก็ได้ชี้แจงออกมาอย่างชัดเจนถึงมุมมองของสมาคมฟุตบอลฯ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความชัดเจนของเรื่องนี้ด้วยว่า "เรื่องการซื้อขายสิทธิ์การทำทีมที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของวงการ ฟุตบอลลีกอาชีพ สงขลา เอฟซี ซื้อสิทธิ์จาก บุรีรัมย์ เอฟซี ตรงนี้ทั้งสองทีมถือว่าทำการซื้อขายกันอย่างถูกต้อง อันนี้ผมไม่เถียง
แต่ในมุมมองของสมาคมฟุตบอลฯ จริงๆ แล้วผมอยากให้ทีมท้องถิ่นที่เจริญแล้วคงอยู่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนทีมองค์กร ที่ยังต้องการพัฒนาฐานแฟนคลับ ก็สามารถโยกไปอิงกับจังหวัด อันนี้ผมเองก็เห็นสมควรด้วย ยกตัวอย่างการไฟฟ้า ที่ไปควบรวมกับจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น บุรีรัมย์ พีอีเอ ตรงจุดนี้เราเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้น กระแสแฟนคลับดีมีคนหนุนช่วยให้ฟุตบอลลีกไทยพัฒนา ซึ่งผมก็ยินดีที่จะสนับสนุน
แต่ในส่วนของจังหวัดที่จะโอนย้ายไปอิงกับอีกจังหวัดเหมือน กับกรณีของ สงขลา เอฟซี และ บุรีรัมย์ เอฟซี กรณีนี้ผมไม่เห็นด้วย ส่วนกรณี จ.ศรีสะเกษ ทำไมถึงมี 2 ทีมได้ ก็เพราะทีมเดิมอย่าง ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี เป็นทีมที่มาจากโปรวินเชียลลีก ก่อนที่ลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 จะเริ่มขึ้น ดังนั้นกรณีนี้ จึงอยู่นอกเหนือจากนโยบายภูมิประเทศ"
ผู้สื่อข่าวยังได้ถามถึงประเด็นในเรื่องที่ "บิ๊กหนก" กนกศักดิ์ ปิ่นแสง ผจก.ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่ ผจก.ทีมยช.16 ปี ทีมชาติไทย ก่อนที่จะหลุดโผออกไปพร้อมกับได้มีการแต่งตั้ง "บิ๊กฮั่น" มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ให้เข้ามาทำหน้าที่ ผจก.ทีมแทน
ซึ่งเรื่องดังกล่าวหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะ เรื่องการเมืองหรือไม่นั้นที่ทำให้ "บิ๊กหนก" หลุดโผเพราะเป็นทีมงานของคุณเนวิน ชิดชอบ ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางด้าน วรวีร์ มะกูดี ได้เปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวด้วยว่า
"เรื่องที่คุณ กนกศักดิ์ ปิ่นแสง หลุดจากการเป็นผู้จัดการทีม ยช.16 ปี ทีมชาติไทย นั้นไม่ได้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ผมเองกับคุณกนกศักดิ์ มีความสนิทสนมกันมาก ผมเป็นรุ่นพี่ของคุณกนกศักดิ์ ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ และที่คุณกนกศักดิ์ ได้ตัดสินใจวางมือ จากการทำหน้าที่ผจก.ทีม 16 ปี ไทย ก็เพราะเจ้าตัวมีภาระหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบค่อนข้างเยอะ
และเรื่องที่ผมดึงคุณมิตติ เข้ามาแทนที่ ก็เพราะเห็นว่าเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีไฟแรง ในการบริหารงานด้านฟุตบอล ดังนั้นผมเองจึงพูดได้เต็มปากเลยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน"
สืบเนื่องจากประเด็นที่สมาคมฟุตบอลฯ หวังที่จะเชิญ 3 บุคคลที่เกี่ยวข้องของทีมสงขลา เอฟซีและบุรีรัมย์ เอฟซี ร่วมถกเพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ล่าสุดสยามกีฬา ก็ได้ทำการติดต่อไปยัง นิพนธ์ บุญญามณี ประธานสโมสรสงขลา เอฟซี ซึ่งได้ตอบอย่างชัดเจนว่า จะมาร่วมประชุมหารือตามที่สมาคมฟุตบอลฯ นัดหมายอย่างแน่นอน
"ผมเองพร้อมเดินทางมาร่วมหารือกับคุณวรวีร์ ตามที่กำหนดอย่างแน่นอน ผมเองบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง ดังนั้นผมก็พร้อมที่จะชี้แจงแถลงไขกับทางสมาคมฟุตบอลฯ ในทุกประเด็นที่เป็นปัญหา"
ขณะที่ "บิ๊กหนก" กนกศักดิ์ ปิ่นแสง ผจก.ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ก็ตอบตกลงที่จะมาร่วมประชุมกับทางสมาคมฟุตบอลฯ ด้วยเช่นกันว่า "ผมเองยินดีมาแน่นอนครับ ยิ่งเป็นเรื่องดีเสียอีก ที่ว่าเราทุกฝ่ายจะได้ร่วมหันหาทางออกที่ดีที่สุด อีกอย่างปัญหาต่างๆ จะได้มีความชัดเจนเพิ่มมากยิ่งขึ้น"
ผิดกับทางด้าน "บอสเน" เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ ซึ่งยันชัดเลยว่า จะไม่เดินทางมาร่วมประชุมกับทางสมาคมฟุตบอลฯ ด้วยเหตุผลว่า "จริงๆ แล้วเรื่องกรณีสิทธิ์ของบุรีรัมย์ เอฟซี ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมแล้ว ผมขายสิทธิ์ให้กับทางสงขลาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นบอร์ดบริหารของสงขลา ก็จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะทำอย่างไรต่อไป
จริงๆ แล้วผมคิดว่า เรื่องอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ก็ทำเลยไม่ต้องรอ ส่วนเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ก็อย่าทำ ส่วนตัวแล้วอยากจะเสนอแนะในเรื่องของปัญหาคาราคาซัง ในเรื่องของการค้างค่าตอบแทนของทีมต่างๆ ในทีพีแอล เรื่องนี้ทางทีพีแอลก็น่าจะมีแนวทางช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้นักเตะเกิดปัญหา แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมทีพีแอลจึงนิ่งเฉยแบบนี้"









